สงครามบัตรทอง “แก้แล้วแย่กว่าเดิม อย่าแก้ดีกว่า”

สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รับงานนี้มาดำเนินการ ครั้งแรกภาคใต้ที่สงขลาและครั้งที่สองภาคเหนือ เชียงใหม่ มีการเดินออกจากห้องประชุมทั้งสองครั้งจนต้องปิดเวทีฯ ครั้งที่สาม ภาคอีสาน ขอนแก่น มีการยึดเวทีโดยกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ครั้งที่สี่ ภาคกลางที่กทม.มีการจัดเวทีคู่ขนานและวุ่นวายมาก มีทหารตำรวจมาดูแลความเรียบร้อย สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รับงานนี้มาดำเนินการ ครั้งแรกภาคใต้ที่สงขลาและครั้งที่สองภาคเหนือ เชียงใหม่ มีการเดินออกจากห้องประชุมทั้งสองครั้งจนต้องปิดเวทีฯ ครั้งที่สาม ภาคอีสาน ขอนแก่น มีการยึดเวทีโดยกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ครั้งที่สี่ ภาคกลางที่กทม.มีการจัดเวทีคู่ขนานและวุ่นวายมาก มีทหารตำรวจมาดูแลความเรียบร้อย

ความล้มเหลวในการจัดเวทีฯ เนื่องมาจากเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพทั่วประเทศ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พรบ.บัตรทอง เพราะที่ผ่านมาคนจนได้รับประโยชน์ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมาก ถ้าแก้ไขให้จ่ายร่วมมากขึ้นและให้ฟรีเฉพาะคนจนที่ลงทะเบียนกับรัฐบาลจะทำให้คนทั่วไปเสียโอกาสมาก

การอ้างว่าโรงพยาบาลบางแห่งขาดทุน คนจนไปรักษากันมากขึ้น ทำให้รัฐต้องหารายได้เพิ่ม เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะต้องไปดูที่สาเหตุว่ามาจากระบบบริหารจัดการของผู้อำนวยการโรงพยาบาลและทีมหรือไม่? ทำไมหลายแห่งจัดการได้ดี เช่น ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นต้น  หรือ การเกลี่ยงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ทำไมไม่เกลี่ยรายได้ให้โรงพยาบาลที่ขาดทุนและมีระบบสนับสนุนที่แก้ไขปัญหาเป็นจุดๆไป ไม่ใช่มาแก้ไขกฏหมายที่ดีอยู่แล้วยิ่งแก้ไขให้ตัวแทนภาคประชาชนในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพเหลือเพียงสองคน แต่เต็มไปด้วยข้าราชการและธุรกิจทางการแพทย์ ประชาชนยิ่งแย่ที่มีตัวแทนปากเสียงน้อยลง

บทเรียนการจัดเวทีครั้งนี้ เริ่มต้นจากความรู้ความเข้าใจในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยหลักการและกระบวนการแล้วต้องเริ่มต้นจากให้ข้อมูลและรับฟังข้อเห็นและไม่เห็นด้วย โดยมีการสรุปประเด็นและเหตุผลที่ชัดเจน ข้อนี้ สช.ไม่ดำเนินการมีแต่ 14 ประเด็นที่ต้องการให้คนแสดงความคิดเห็น เช่น กรอบการใช้เงิน การเหมาจ่ายรายหัว การจัดระบบครอบคลุมทุกคน การร่วมจ่ายค่าบริการ การจัดซื้อยา เวชภัณฑ์   องค์ประกอบ จำนวน อำนาจหน้าที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ

จากนั้นต้องประกาศในที่สาธารณะเพื่อให้คนลงทะเบียนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น การให้ลงทะเบียนแบบออนไลน์ ชาวบ้านก็ไปไม่เป็นสิครับ แทนที่จะใช้หลากหลายวิธี ทั้งประกาศในออนไลน์ จดหมายเชิญไปยังภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องที่สช.กับสปสช.มีอยู่แล้ว การประกาศในสื่อทุกประเภททั้งหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ ให้สมัครได้สะดวกทุกช่องทาง

ก่อนเวทีใหญ่ในแต่ละภาค ควรมีเวทีย่อยกับแกนนำแต่ละกลุ่มเครือข่ายที่ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน ดร.สุรศักดิ์ บุญเทียน อดีตพนักงาน สช. ปัจจุบันเป็นอาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร และแกนนำสุขภาพคุณรัตนา สมบูรณ์วิทย์ เสนอแนวคิด One Voice ที่ทำงานกับทุกกลุ่มเป็นเวทีย่อยๆอย่างเข้มข้นก่อนเวทีใหญ่ เป็นการเตรียมความพร้อม เรียนรู้ร่วมกัน มีมติเสนอร่วมกัน แบ่งบทบาทใครจะนำเสนอบ้าง ใครจะตอบบ้าง

การเปิดเวทีและให้พูดคนละ 3 นาทีอย่างสั้นกระชับเป็นประเด็นมีเหตุผลและข้อสรุปที่ชัดเจน จึงทำให้ประชาชนอึดอัด สช.ลืมไปว่าชาวบ้านไทยต้องค่อยๆให้เวลาเล่าเรื่องและตบประเด็นทีละน้อยๆ จึงต้องการเวลาสบายๆ  คนที่จะพูดได้ต้องฝึกฝนเตรียมตัวมาดี ถ้าผ่านเวที One Voice จะไม่มีปัญหา

บทเรียนสำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพ ที่มีทั้งเอ็นจีโอ นักเคลื่อนไหว แกนนำชาวบ้าน กลุ่ม/องค์กรด้านสุขภาพ วิธีการ/กิจกรรมการเคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ แม้ว่าข้อเสนอจะดีถูกต้อง แต่เนื่องจากการเจรจาที่ผ่านมาไม่เป็นผล จึงกดดันให้เคลื่อนไหวล้มเวทีและเรียกร้องให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นใหม่โดยรัฐบาลหรือกลุ่มที่ต้องการแก้ไขกฏหมายต้องไม่ตัดสินหรือฟันธงไว้ก่อน

ที่สำคัญคือต้องให้เวทีเป็นการมีส่วนร่วมตัดสินใจอะไรเห็นด้วยอะไรไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจ ในทางแนวคิดทฤษฎีและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเวทีรับฟังความคิดเห็นมีจุดอ่อนที่ไม่ให้ภาคประชาชนร่วมตัดสินใจ เป็นแต่เพียงรวบรวมความคิดเห็นเสนอผู้มีอำนาจตัดสินใจ จุดนี้เป็นเรื่องต้องแก้ไขต่อไป

ยังไงๆ คสช. กระทรวงสาธารณสุข สปสช. กรรมาธิการแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพ สช.และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ควรยอมรับความผิดพลาดล้มเหลวที่ผ่านมาและเปิดวงคุยกันใหม่ อย่ายึดมั่นถือมั่นว่าที่ทำมาใช้ได้แล้ว เพราะจะเดินหน้าต่อไม่ได้ ที่ผ่านมาตาอยู่ โรงแรมเอางบประมาณไปกินฟรีๆหมด

Facebook Comments