อเมซอน อาลีบาบา ศึกชิงตลาดอีคอมเมิร์สในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การสู้รบระหว่างสองยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ส จระเข้ยักษ์จากแม่น้ำแยงซี กับ ฉลามยักษ์เจ้าสมุทร พึ่งจะเริ่มขึ้นเพื่อชิงชัยในการครองตลาดอีคอมเมิร์สที่กำลังเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นักช็อปไทยต่างเฝ้าดูว่าเมื่อไหร่พี่อเมซอนจะมาตีกรุง และผู้ค้าปลีกออนไลน์ทั้งหลายในภูมิภาคก็เช่นกันซึ่งรวมไปถึง อีลีบาบากรุ๊ป ที่เริ่มเข้ามาตั้งรับจับจองพื้นที่ตั้งแต่ปี 2016 และในที่สุด อเมซอนก็เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือนกรกฎาคม 2017 ซึ่งสำหรับผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ ต่างมองเห็นสัญญาณของการต่อสู้ที่เข้มข้นยาวนานในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอนระหว่างแช็มป์ตะวันออกและตะวันตก แน่นอนที่สุดว่าการสู้รบของสองยักษ์อีคอมเมิร์สนี้จะพลิกเกมการแข่งขันในตลาดทุกตลาดในภูมิภาคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักช็อปไทยต่างเฝ้าดูว่าเมื่อไหร่พี่อเมซอนจะมาตีกรุง และผู้ค้าปลีกออนไลน์ทั้งหลายในภูมิภาคก็เช่นกันซึ่งรวมไปถึง อีลีบาบากรุ๊ป ที่เริ่มเข้ามาตั้งรับจับจองพื้นที่ตั้งแต่ปี 2016 และในที่สุด

อเมซอนก็เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือนกรกฎาคม 2017 ซึ่งสำหรับผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ ต่างมองเห็นสัญญาณของการต่อสู้ที่เข้มข้นยาวนานในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอนระหว่างแช็มป์ตะวันออกและตะวันตก แน่นอนที่สุดว่าการสู้รบของสองยักษ์อีคอมเมิร์สนี้จะพลิกเกมการแข่งขันในตลาดทุกตลาดในภูมิภาคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อเมซอนเริ่มต้นการโจมตี โดยการแหย่ขาเข้าไปในพื้นที่เล็กๆแต่หนาแน่นสูงในตลาดชุมชนเมืองอย่างสิงคโปร์ นำเอาบริการ ไพรม์นาว (Prime Now) ที่ทำมาเพื่อมนุษย์เมืองโดยตรงอยู่แล้วเข้าไปเป็นเรือธง บริการส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายเป็นพันเป็นหมื่นชิ้นภายในสองชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตาม อเมซอนยังไม่ได้มีการเปิดเว็บไซต์บริการเต็มตัว แต่ใช้แอพพลิเคชั่นให้บริการบางส่วนแทนและมีการสร้างคลังสินค้าเพื่อกระจายสินค้าให้ได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบการผสมผสานออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ซึ่งอเมซอนขึ้นชื่ออย่างมากในการบริหารจัดการคำสั่งซื้ออย่างรวดเร็วแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง

รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของสิงคโปร์ คาดหวังว่าเทคโนโนโลยีของอเมซอนจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพด้านแรงงานและการใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการส่งสินค้าภายในเมืองสิงคโปร์แบบเกือบเรียลไทม์ด้วย รัฐบาลสิงคโปร์ยังพึงพอใจที่การเข้ามาของนายจ้างรายใหญ่อย่างอเมซอน ทำให้เกิดการจ้างงานในสิงคโปร์หลายร้อยตำแหน่งเลยทีเดียว อเมซอนคาดหวังว่าจะใช้สิงคโปร์ในการเป็นฐานขยายเข้าสู่ประเทศอื่นๆในภูมิภาค

จากการวิจัยร่วมระหว่างเทมาเส็กและกูเกิล ประเมินว่าตลาดอีคอมเมิร์สในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าสูงถึง 7 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐในปี 2016 และคาดว่าจะเติบโตไปถึง 22 พันล้านในปี 2020 และ 88 พันล้านเหรียญในปี 2025 มากกว่า 12 เท่าตัวภายในสิบปี ในขณะที่จากการวิจัยของบิซิเนสอินไซเดอร์ อเมซอนมีสัดส่วนยอดขายออนไลน์ที่ 43 เปอร์เซ้นต์ในอเมริกาเมื่อปี 2016 ดังนั้น การเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะกระตุ้นการเติบโตของตลาดนอกสหรัฐอเมริกาได้เป็นอย่างดี คาดว่าอเมซอนจะค่อยๆเข้าสู่ประเทศที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจค่อนข้างเติบโต อย่างเช่น มาเลเซียและประเทศไทย เป็นต้น

ในประเทศจีน อเมซอนแทบจะไม่ได้อยู่ในสนามรบเดียวกับอาลีบาบาซะด้วยซ้ำ ถึงแม้จะลงทุนสร้างระบบขนส่งและพื้นฐานการบริการอย่างมหาศาลก็ตาม อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรายก็ยังไม่ได้มีฐานที่แข็งแรงและโดดเด่นไปกว่ากันนักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่ผ่านมา อาลีบาบาใช้ทางลัดในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศด้วยการซื้อหุ้นเพื่อเข้าสู่อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่อเมซอนจะเข้ามาสร้างอาณาจักรและระบบของตัวเองทั้งหมด อาลีบาบาซื้อหุ้นใหญ่ในห้างค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ

ลาซาด้า (Lazada Group) เมื่อเดือนเมษายนในปี 2016 และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 83 เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนมิถุนายน 2017 โดย Rocket Internet ที่เป็นผู้ก่อตั้งได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับอาลีบาบา ลาซาด้าดำเนินธุรกิจร้านค้าออนไลน์แบบท้องถิ่นในแต่ละประเทศ จากการประเมินโดยนักวิเคราะห์หลายสำนักด้วยปริมาณมูลค่าของสินค้า ลาซาด้าเป็นร้านค้าออนไลน์แบบ B2C ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศไทยและเวียดนาม ในสิงคโปร์เอง อาลีบาบากำลังพยายามที่จะตามคิวเท็น (Qoo10) ซึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่คืออีเบย์และห้างหุ้นส่วนสิงคโปร์เพรส

จากทุนที่ได้จากอาลีบาบา ลาซาด้าได้เข้าซื้อเรดมาร์ท (RedMart) สตาร์ทอัพร้านค้าของใช้ในครัวเรือนออนไลน์ เมื่อปลายปี 2016 เนื่องจากคาดเดาว่าอเมซอนจะเข้าสิงคโปร์ด้วยบริการไพรม์นาวที่เน้นเรื่องของใช้อุปโภคบริโภคในครัวเรือน ซึ่งก็เป็นจริงตามคาด ทำให้เรดมาร์ทยังอยู่ในตำแหน่งที่ล้ำหน้าไปไกลกว่าอเมซอนไพรม์นาวพอสมควร

เมษายนที่ผ่านมาปีนี้ อาลีบาบาขาที่เป็นกลุ่มบริการการเงิน Ant Financial Services Group เข้าบริหารส่วนงานด้านการชำระเงินของลาซาด้าเต็มตัว และตัดสินใจรีแบรนด์จาก HelloPay เป็น อาลีเปย์ (Alipay) ในแต่ละประเทศคืออินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ นอกจากลาซาด้าแล้ว อาลีบาบายังอาศัยบริษัทอื่นๆในการเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์สในภูมิภาคนี่ผ่านการลงทุนซื้อหุ้น ในอินโดนีเซีย Ant Financial ได้ลงทุนในระบบข้อความและชำระเงินคือ Blackberry Messenger และร่วมทุนกับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ของมาเลเซีย ก่อตั้งบริษัทด้านการชำระเงินที่มาเลเซีย และในฟิลิปปินส์ก็มีการร่วมทุนกับเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ท้องถิ่นอย่างAyala ก่อตั้งบริษัทด้านการชำระเงินชื่อ Mynt

ในประเทศไทยเอง Ant Financial ได้เข้าลงทุนใน แอสเซ็นมันนี่ (Assend Money) หน่วยธุรกิจด้านระบบชำระเงินของบริษัทแอสเซ็น ซึ่งเป็นบริษัทด้านธุรกิจดิจิตอลในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีนั่นเอง แอสเซ็นมันนี่ให้บริการด้านการชำระเงินผ่านมือถือภายใต้ชื่อ ทรูมันนี่ ในประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาร์

อาลีบาบาก่อตั้งศูนย์ขนส่งสินค้าของตัวเองในมาเลเซียปีนี้เพื่อให้ง่ายขึ้นในการที่ธุรกิจในมาเลเซียสามารถทำการค้าขายผ่าน TMall ของอาลีบาบา ซึ่งเป็นหนึ่งในห้างค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน

  รู้อย่างงี้แล้ว คงไม่เกินจริงหากจะบอกว่าอาลีบาบาล้ำกว่ามากๆในเชิงของการเข้ามาฝังตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เทียบกับอเมซอน ไม่ว่าจะในมุมของกลุ่มบริการและพื้นที่ที่ครอบคลุมในตลาด ในขณะที่อเมซอนอาจจะค่อนข้างลึกกว่าในตลาดอินเดีย ต้องจับตาดูว่าเกมการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ระหว่างกลยุทธ์แบบตะวันออกและกลยุทธ์สไตล์ตะวันตก แบบไหนจะใช้ได้ดีกว่าในภูมิภาคบ้านเรา แต่ที่น่าสนใจคือยักษ์ท้องถิ่นจะปกป้องตลาดตัวเองได้อย่างไรด้วยค่ะ

Facebook Comments