แก่อย่างมีคุณภาพชราอย่างมีความสุข

“ที่เรียกว่าแก่อย่างมีคุณภาพและชราอย่างมีความสุข นั้นก็คือปลดจากภารกิจชีวิตราชการออกมาแล้วจะดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างไร”

 

ผมออกจากวงจรชีวิตราชการพ้นมาเดือนเศษๆมีความรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยจากพันธการต่างๆออกจากชีวิตและร่างกายที่มีติดตัวมากว่า 42 ปี เศษๆที่ผ่านมา เป็นพันธการที่ต้องรักษาและรับผิดชอบในหน้าที่ของคนที่เป็นข้าราชการทุกคนจะต้องมีติดตัวเมื่อเข้ามาสู่วงจรของชีวิตราชการจะต้องรักษามันให้ได้จนกว่าจะถึงวาระเกษียณราชการนั้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำราชการด้วยและเป็นฝ่ายบริหารด้วยก็ยิ่งเพ่มความรับผิดชอบและความระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ดังนั้นการพ้นจากวงจรราชการออกมาแล้วจึงมีความรู้สึกโล่งกายสบายใจมากกว่าที่เคยปฏิบัติประจำวันที่ผ่านมา

ผมออกจากวงจรชีวิตราชการพ้นมาเดือนเศษๆมีความรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยจากพันธการต่างๆออกจากชีวิตและร่างกายที่มีติดตัวมากว่า 42 ปี เศษๆที่ผ่านมา เป็นพันธการที่ต้องรักษาและรับผิดชอบในหน้าที่ของคนที่เป็นข้าราชการทุกคนจะต้องมีติดตัวเมื่อเข้ามาสู่วงจรของชีวิตราชการจะต้องรักษามันให้ได้จนกว่าจะถึงวาระเกษียณราชการนั้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำราชการด้วยและเป็นฝ่ายบริหารด้วยก็ยิ่งเพ่มความรับผิดชอบและความระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ดังนั้นการพ้นจากวงจรราชการออกมาแล้วจึงมีความรู้สึกโล่งกายสบายใจมากกว่าที่เคยปฏิบัติประจำวันที่ผ่านมา

แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีภาระกิจใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาใหม่ก็คือการรักษากายและใจของตนเองให้มีสุขภาพแข็งแรงให้ได้จึงต้องมีคำถามให้กับตนเองหาคำตอบให้ได้ว่าต่อจากนี้เป็นต้นไปจะทำอย่างไรที่จะให้ตนเองมีสุขภาพดี หรือ ที่เรียกว่าแก่อย่างมีคุณภาพและชราอย่างมีความสุขได้อย่างไร นั้นก็คือปลดจากภารกิจชีวิตราชการออกมาแล้วจะดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างไร

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่าน้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ(ทอพ.)ประชารัฐร่วมใจสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพโดยพูดถึงเคล็ดลับดีๆของการแก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีความสุขว่า การดำเนินชีวิตอยู่ในเวลานี้จะไม่เคยมีคำว่า “เกษียณ” โดยอุทิศตัวทำง่านอาทิตย์ละ 7 วัน ไม่มีวันหยุดและเคล็ดลับการทำงานแต่ละวัน พอสรุปได้คือ

1.อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง อย่าหาแต่ความสุขทางกาย คือ เที่ยว พักผ่อน กินอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง เช่น การบวช และ ทำสมาธิ เป็นต้น

2.ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เช่น ชีวิตในการกินโดยตามใจปากแล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ก็หันมาใช้ สติ ในการพิจารณาอย่างมีเหตุผลทุกครั้งในการกิน

3.น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต ดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุผลก็จะเกิดความพอเพียง

4.ฝึกการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ด้วยหลักการ อย่าเอาแต่อยู่บ้านเฉยๆ หาเรื่องช่วยคนโน้นคนนี้ เท่าที่ร่างกายเราจะทำได้เพื่อทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น

5.ฝึกระลึกถึง”มรณานุสติ” ใครๆก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องตายเท่าเที่ยวกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย

6.อยู่อย่างสง่า  ตายอย่างสงบ ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน

7.ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น คาถานี้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอู่ตลอดเวลา เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย

8.อักโกธะ หรือความไม่โกรธ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกทุกอย่างก็จบ เพราะหากเมื่อโกรธคุมอารมณ์ไม่อยู่มักจะเสียหาย

9.อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดี แต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี ต้องตรวจสอบการกระทำของเราอยู่ตลอดเวลา

10.รักษากายและจิต เพราะผู้สูงอายุเงินทองไม่มีประโยชน์ขอแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ และรักษากายและจิตอย่าให้ขุ่นมัว

11.อย่าหยุดทำงาน เกษียณแล้วอย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆเพราะเมื่อไหร่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามไปด้วย

12.ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้ อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตเรียบง่ายสูงสุดคืนสู่สามัญ

13.ยึดถือคำว่า ประโยชน์สุข เป็นเป้าหมายชีวิต

เป็นแง่คิดดีๆ ที่นำมาเสนอในหน้า “ส่องการศึกษา” ในวันนี้ตัวผมเองออกจากชีวิตราชการวนี้แต่ยังไม่ออกจากวงการศึกษาไปไหนครับ ฉบับหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อ

Facebook Comments