แค่เอาพลังเล็กๆ มารวมกัน ก็ได้แรงดึงดูดมหาศาล

“Co-Creation เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้งานไปถึงเป้าหมายที่ฝันไว้และอาจให้ผลลัพธ์ที่เราคาดไม่ถึง อย่างไรก็ดี ความท้าทายของการทำให้เกิดการรวมกัน อยู่ที่การยอมลดอัตตาหรือความเป็นเจ้าของการทำงานนั้นลง ยอมที่จะเป็นเจ้าของร่วมโดยที่ไม่มีใครเป็นพระเอก”

โดย ศุภกร ศิริสุนทร

ในการทำงาน เรามักมีเป้าหมายในใจในตอนแรกเริ่มและพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการไปถึงเป้าหมายนั้นภายใต้ทรัพยากรที่เรามี ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ และบุคลากร จากนั้นจึงเริ่มวางแผนเรื่องกระบวนการ หลายๆ ครั้ง เราจำเป็นต้องประนีประนอมเป้าหมายสูงสุดของเราลงมาเป็นภาพที่เล็กลง เพียงเพราะเรามีข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการทำงาน และลงมือทำงานอย่างมีความหวังว่างานจะนำพาเราเติบโตไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานที่เราทำนั้นสามารถเติบโตไปได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับแรงดึงดูดของงาน และผลกระทบของงานที่ทำในวงกว้าง ยิ่งงานมีแรงดึงดูดมากเท่าใด ผลกระทบออกไปสู่วงกว้างมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้งานนั้นมีโอกาสเติบโตและพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขับเคลื่อนงานเล็กๆ แต่มีแรงดึงดูดหรือส่งผลกระทบไปสู่วงกว้างได้ คนตัวเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนงานเล็กๆ เช่นนี้ จึงป็นกลุ่มคนที่น่ายกย่องอย่างมาก

ในฐานะที่เคยขับเคลื่อนงานทั้งในระดับเล็กที่สุด จนถึงงานใหญ่ที่ส่งผลต่อสังคมในวงกว้าง ผู้เขียนพบว่างานใหญ่ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างนั้นไม่ใช่ทุกงานที่เกิดขึ้นจากความพร้อมของทรัพยากร แต่หลายๆ งานนั้น เกิดจากการรวมกันของคนตัวเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนงานเล็กๆ นั่นเอง ผู้เขียนพบว่า เมื่อคนเหล่านี้ยอมวางตัวตนของตนเองลง แล้วมาร่วมกันกับคนอื่นๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกันแล้ว งานที่ว่าก็มีแรงดึงดูดได้เช่นกัน ทั้งยังส่งผลกระทบออกไปสู่วงกว้างอย่างมากอีกด้วย การรวมกันดังกล่าวเรียกว่า Agglomerations กล่าวคือ ไม่ใช่ 1+1 เท่ากับ 2 แต่อาจกลายเป็น 4 เป็น 8 หรือเป็น 100 ก็ได้ เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า พลวัตร (Synergy) ผู้เขียนขอยกตัวอย่างรูปแบบของการสร้าง Agglomerations ให้เกิดขึ้นเป็นภาพที่ชัดเจน ดังนี้

สมมติว่าในเมืองๆ หนึ่ง มีคนกลุ่มไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ เอกชน และศิลปินอิสระ ต่างจัดงานแสดงดนตรีของตนเองนับสิบงานตลอดทั้งปี แต่ละงานมีกลุ่มคนฟังเฉพาะกลุ่ม และบางงานก็จัดในลักษณะเดิมมานับสิบปี ลองจินตนาการดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากเราสามารถรวบรวมงานแสดงดนตรีทั้งหมด ให้มาจัดต่อเนื่องกัน 1 สัปดาห์ ในลักษณะ Music Week มีดนตรีที่หลากหลายแนว ดึงดูดความสนใจของคนที่ชื่นชอบดนตรีที่หลากหลายจากทั่วโลก จากงานเล็กๆ ของตนเองที่อาจมีศิลปินไม่ถึง 10 คน กลายเป็นงานที่มีศิลปินที่หลากหลาย เกิดเป็นแรงดึงดูดมหาศาล มีคนร่วมงานที่มากขึ้นนับทวีคูณ ยังมีผลกระทบในมุมกว้างที่เกิดขึ้นจากการให้ผู้มาร่วมงานได้เปิดใจลองฟังดนตรีในแบบที่ไม่เคยฟังมาก่อน ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนไอเดียและความรู้ของศิลปินที่แตกต่าง จะเห็นว่าคนตัวเล็กๆ ที่จัดงาน ก็ยังรับผิดชอบงานส่วนของตนเองเช่นเดิม แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างอย่างมาก ยังไม่รวมต้นทุนที่ลดลงจากการทำการตลาดร่วม (Marketing Pool) หรือการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) ที่เกิดขึ้นด้วย

จะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกัน (Co-Creation) นี้เอง เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้งานไปถึงเป้าหมายที่ฝันไว้และอาจให้ผลลัพธ์ที่เราคาดไม่ถึง อย่างไรก็ดี ความท้าทายของการทำให้เกิดการรวมกันดังกล่าว อยู่ที่การยอมลดอัตตาหรือความเป็นเจ้าของการทำงานนั้นลง ยอมที่จะเป็นเจ้าของร่วมโดยไม่มีใครเป็นพระเอก ภาครัฐที่มักคุ้นเคยกับการรับบทพระเอกคนเดียว หรือการทำตัวเป็นตาอยู่ ที่คว้าพุงปลาไปกินเป็นคนสุดท้าย อาจต้องปรับบทบาทของตัวเองเป็นคนสนับสนุนเบื้องหลัง เป็นตัวกลางที่ทำให้คนตัวเล็กๆ ได้มาเจอกัน โดยที่ในตอนท้าย แสงสปอตไลท์ ต้องส่องไปยังคนตัวเล็กๆ เหล่านี้ เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานให้พวกเขา โดยที่รัฐต้องเป็นเพียงผู้ให้บริการ (Facilitator) คอยสนับสนุนเท่านั้น อยากเห็นภาพเช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา หวังว่าผู้เขียนคงไม่เพ้อฝันมากเกินไปนะครับ

Facebook Comments