น้ำท่วมอีสานเกษตรสูญหมื่นล้าน กว่าเจ็ดหมื่นครอบครัวเดือดร้อน

แบงก์ชาติ เผยน้ำท่วมอีสาน 19 จังหวัด กระทบกว่าเจ็ดหมื่นครัวเรือน หรือกว่าสามแสนคน ประเมินความเสียหายเฉพาะพื้นที่เกษตรกว่าหมื่นล้าน แต่ยังไม่สามารถประเมินทรัพย์สินหลักได้ เชื่อจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจภูมิภาค และความเสียหายยังไม่หยุดนิ่ง

นายสมชาย เลิศลาภวสิน ผอ.อาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยระบุถึงสถานการณ์ผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคอีสานว่า  ตัวเลขที่ได้รับจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 พบว่า มี 19 จังหวัดภาคอีสานประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 7 หมื่นครอบครัว หรือกว่า 2 แสนคน พื้นที่การเกษตรกรเสียหายประมาณ 2 – 3 ล้านไร่ คิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่

“ความรุนแรงของพื้นที่แต่ละแห่งไม่เท่าเทียมกันขั้นอยู่กับระยะเวลาท่วมของน้ำว่าจะนานแค่ไหน คาดว่าภาคเกษตรจะเสียหายประมาณ 7,000 – 10,000 ล้านบาทแต่ทรัพย์สินเสียหายเท่าไหร่นั้นยังไม่สามารถประเมินได้ จะต้องรอว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแล”นายสมชายกล่าวและว่า

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 3/60 ปัจจัยสนับสนุนเป็นเรื่องมาตรการของรัฐ โครงการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศและกลุ่มจังหวัด โครงการ9101 โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจหมู่บ้านละ 2 แสนบาท นอกจากนี้ยังมีการค้าชายแดนที่มีการขยายตัวต่อเนื่องและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงส่งให้ภาคเอกชน

 “ปัจจัยลบเป็นการเบิกจ่ายที่ล่าช้า ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งแนวโน้มการเกษตรที่จะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและราคาโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มชะลอตัว”นายสมชายกล่าว

ส่วนภาพรวมไตรมาส 2/60 ที่ผ่านมาการขยายตัวต่อเนื่อง โดยการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นตามการขยายตัวของรายได้เกษตรกร ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน การจ้างงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ภาคบริการยังขยายตัว โดยเฉพาะหมวดร้านอาหารและบริการ อัตราเข้าพักแรมอยู่ที่ร้อยละ 54.4

“รายได้เกษตรกรขยายตัวต่อเนื่อง ตามผลผลิตพืชสำคัญ ผลผลิตข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น ผลผลิตยางพารา ปริมาณผลิตปศุสัตว์ โดยเฉพาะไก่เนื้อเพื่อการส่งออก ภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง ตามการเร่งผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มก่อนปรับภาษีสรรพาสามิต การผลิตชิ้นส่วนอิเลคโทนิคและอ้อยโรงงานยังขยายตัวต่อเนื่องสอดคล้องกับราคาน้ำตาลในตลาดโลก”นายสมชายกล่าว

ผอ.อาวุโส ธปท.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวอีกว่า ด้านการค้าผ่านด่านศุลกากรขยายตัวทั้งการส่งออกและนำเข้า โดยการส่งออกเร่งขึ้นจากชิ้นส่วนและส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ ผลไม้ วงจรพิมพ์ และมอเตอร์ไฟฟ้าไปยังจีนตอนใต้และเวียดนามเป็นสำคัญ โดยการนำเข้าก็ขยายตัวจากเดิมที่หดตัวในไตรมาสก่อน ตามการนำเข้าสินแร่ ทองแดง ปูนซิเมนต์จากประเทศสปป.ลาว การนำเข้าเสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์จากจีนตอนใต้ และการนำเข้ามันเส้นจากกัมพูชา

ทั้งนี้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยการลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยหดตัวและการก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ แต่การก่อสร้างภาคการบริการยังขยายตัว ในธุรกิจซ่อมและจำหน่ายรถยนต์  โรงแรมและสถานีบริการน้ำมัน การลงทุนในเครื่องจักรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก รวมทั้งในธุรกิจแปรรูปเกษตรกร และธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

นายสมชายกล่าวว่า ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาส 2 ลดลงทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายเพื่อการลงทุน โดยรายจ่ายประจำลดลงจากฐานที่สูงกว่าปีก่อนที่มีการเบิกจ่ายตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล และโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ สำหรับรายจ่ายลงทุนลดลงตามหมวดที่ดินและก่อสร้างของกรมทางหลวง

“เงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่โอนให้กับสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผนวกกับงบพัฒนากลุ่มจังหวัดยังเบิกจ่ายได้ต่ำกว่าที่คาดหมาย”นายสมชายกล่าวและว่า

ภาคการเงิน ยอดเงินฝากคงค้างของสถาบันการเงินยังชะลอตัวจากไตรมาสก่อน ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ส่วนหนึ่งเนื่องจากลูกค้าหันไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยสินเชื่อคงค้างของสถาบันการเงินทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน

สำหรับสินเชื่อภาคธุรกิจขยายตัวในทุกหมวด ส่วนหนึ่งเพราะสถาบันการเงินหลายแห่งลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง สำหรับเงินให้กู้ยืมแก่ธุรกิจรายย่อย โดยธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อจากแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงในบางกลุ่มสินค้า  ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ อัตราว่างงานปรับลดลง จากการเคลื่อนแรงงานสู่ภาคเกษตร

Facebook Comments