เปิดตำนาน 14 ปี ถนนข้าวเหนียว 9 ปี คลื่นมนุษย์โนแอลฯ

เข้าสู่บรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ ประเพณีแห่งความสุข สนุกสนานแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งมิตรภาพที่เป็นความประทับใจกับบรรยากาศ ความชุ่มเย็นของสายน้ำที่สาด เข้าใส่กันท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุจนไม่อยากให้เทศกาลแห่งความสุขนี้ยุติไปเลย

โดยเฉพาะที่จ.ขอนแก่น ดินแดนแห่งดอกคูณเสียงแคน “ประเพณีสงกรานต์ เทศกาลดอกคูณ เสียงแคนและถนนข้าวเหนียว” รวมทั้ง “คลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์” ที่โด่งดังไปทั่วโลก

เป็นความสำเร็จที่คนขอนแก่นภาคภูมิใจและต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า แต่กว่า “ถนนข้าวเหนียว” จะประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก และได้รับการกล่าวขานถึงมากเช่นนี้ มีเส้นทางความเป็นมาเช่นใดหลายคนอาจยังไม่รู้

เปิดตำนานถนนข้าวเหนียว

ย้อนกลับไปในอดีตประเพณีสงกรานต์จังหวัดขอนแก่น ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังและโดดเด่น เมื่อเทียบกับประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่หรือ ประเพณีสงกรานต์ถนนข้าวสาร ที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันมายาวนาน

กระทั่ง พ.ศ.2545 เทศบาลนครขอนแก่น ในยุคที่ “พีระพล พัฒนพีระเดช” ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีได้ริเริ่มจัดประเพณีสงกรานต์ และใช้ชื่องานว่า “ถนนข้าวเหนียว” เป็นครั้งแรก โดยผู้ที่เสนอให้ใช้ชื่อดังกล่าวนี้คือ นายเมธี สุทัศน์ ณ อยุธยา หรือ “เอ๊กซ์” อดีตผู้จัดการโรงงานขอนแก่นบริวเวอรี่ เครือบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ในฐานะผู้สนับสนุนการจัดงานประเพณีสงกรานต์รายใหญ่ของเทศบาลนครขอนแก่นในครั้งนั้น

เขาจำลองแนวคิดความสำเร็จของ “ถนนข้าวสาร” และเสนอแนวคิดให้เทศบาลนครขอนแก่น ดำเนินการโดยได้เลือกใช้ทำเลถนนด้านหน้าโรงแรมดังของเมืองขอนแก่นไล่ตั้งแต่โรงแรมพูลแมน ราชาออคิด เดิมชื่อโรงแรมโซฟิเทล ราชาออคิด มาจนถึงด้านหน้าโรงแรมโฆษะ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นสถานที่จัดงาน

ถนนข้าวเหนียวจึงถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่นั้นเป็นต้นมาโดยค่ายสิงห์เป็นผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณและนำเอาร้านอาหาร พร้อมเครื่องดื่มของค่ายสิงห์มาจำหน่าย บนถนนสายดังกล่าวตลอดเส้นทางมีการเปิดเวทีแสดงดนตรีร่วมกันสร้างบรรยากาศความสนุกสนาน และเชิญชวนคนไปเล่นน้ำสงกรานต์และดื่มกินบนถนนสายนี้ นั่นคือ การถือกำเนิดของ ถนนข้าวเหนียวเป็นครั้งแรก ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ใคร่มีใครได้รับรู้ถึงความเป็นมา

การต่อสู้สองแนวคิดบนถนนศรีจันทร์

จากนั้นปี พ.ศ.2546 ได้ย้ายสถานที่จัดงานจากด้านหน้าโรงแรมโฆษะถึงโรงแรมพูลแมนมาอยู่ที่ถนนศรีจันทร์ช่วงศาลเจ้าพ่อหลักเมืองถึงแยกถนนศรีจันทร์ตัดถนนหน้าเมือง ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นถนนสายเศรษฐกิจของ จ.ขอนแก่น เพราะเป็นสถานที่ตั้งของห้างร้านดังๆในอดีตรวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนัดงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ย้ายออกไปตั้งริมบึงแก่นนครปลายปี 2559)

ขณะนั้นเทศบาลนครขอนแก่นร่วมกับเครือข่ายหมออนามัย ชมรมผู้สูงอายุ มีแนวคิดว่าจะรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยเอาไว้ ด้วยการจัดประเพณีการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ การละเล่นพื้นเมือง เป็นการสร้างพื้นที่ดีดีขึ้นมาเพื่อปกป้องเยาวชนขอนแก่นไม่ให้มีการลวนลามผู้หญิงด้วยการวิธีการเล่นแป้ง “เราได้มีประชุมร่วมกับจังหวัด ว่า ต้องการสร้างพื้นที่ดีดีให้เยาวชนได้เล่นสงกรานต์อย่างสนุกสนานโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์”

ดร.นิรุจน์ อุทธา ผอ.ศูนย์เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสาน ในฐานะบุคคลสำคัญในการผลักดันให้มีการงดดื่มแอลกอฮอล์ ในงานเทศกาลเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานให้ทราบ ก่อนที่จะมีเครือข่ายองค์กรงดหล้า ดร.นิรุจน์ เคยขับเคลื่อนงานในนาม “เครือข่ายหมออนามัย” ซึ่งขณะนั้นมีสำนักงานอยู่ที่สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่นหรือ “อาร์ดีไอ” ทำให้อาร์ดีไอเข้าร่วมเป็นภาคีขับเคลื่อนเรื่องสงกรานต์ปลอดเหล้าด้วยเช่นกัน

ดร.นิรุจน์ เล่าว่า ช่วงนั้นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้มีนโยบายต้องการลดการดื่มแอลกอฮอล์ในงานประเพณี จึงได้สนับสนุนให้ “อาร์ดีไอ” ทำวิจัยโดยการลงไปเก็บข้อมูลการจัดงานประเพณีสงกรานต์ขอนแก่น พบว่ามีพฤติกรรมในการแต่งกายของหญิงสาวในทางล่อแหลม มีการเต้นอะโกโก้ หรือในสมัยนี้เรียกว่าการเต้นโคโยตี้

“ข้อมูลที่น่าสนใจคือ เราพบว่ามีการทะเลาะวิวาทหรือตีกันของกลุ่มวัยรุ่นเฉลี่ยชั่วโมงละ1 ครั้ง พอตีกันครั้งหนึ่งก็แตกออกไปเป็นคลื่น แล้วก็ยุบกลับมา พอตีกันใหม่ก็แตกออกไปเป็นคลื่นแล้วก็ยุบกลับมาใหม่” ดร.นิรุจน์กล่าว

แม้จะมีข้อมูลการวิจัยออกมายืนยันว่า ไม่ได้คิดหรือมโนไปเอง  แต่สังคมยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองในเชิงเศรษฐกิจ ความสนุกสนานที่คุ้นเคยกับการดื่มในสังคมไทยอีกฝ่ายหนึ่งมองว่าการดื่มเป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆที่ตามมา

อย่างไรก็ตาม “พีระพล” อดีตนายกเทศมนตรีนครขอนแก่นได้พยายามประสานสองแนวคิดเข้าด้วยกัน โดยเปิดช่องเอาไว้ว่า ขณะนั้นเอกชนได้ให้การสนับสนุนการจัดประเพณีสงกรานต์ให้แก่เทศบาลนครขอนแก่นปีละประมาณ 4 ล้านบาท ซึ่งหากมีการชดเชยการสนับสนุนของเอกชนได้ก็อาจเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถดำเนินการตามที่เครือข่ายภาคประชาสังคมต้องการ

“นายกฯพีระพลเปิดช่องเอาไว้อย่างนี้ ผมเลยประสานงานไปที่ สสส.เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่เราจะสามารถสร้างพื้นที่ตามที่ต้องการได้ และโชคดีที่ สสส. ยินดีจัดสรรงบประมาณชดเชยมาจำนวนหนึ่ง แม้ไม่เต็มกับส่วนที่หายไปแต่ก็ทำให้เกิดพื้นที่ดีดีขึ้นมาได้” ดร.นิรุจน์กล่าว

ตรงนี้เองที่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่เล่นสงกรานต์ปลอดแอลกอฮอล์ที่ขอนแก่น เชื่อมโยงกับกิจกรรม “คลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์”

สร้างปรากฏการณ์ใหม่

งบประมาณที่ สสส. สนับสนุนเพื่อชดเชยรายได้จากบริษัทเอกชนที่จำหน่ายแอลกอฮอล์จำนวน 2 ล้านบาท จึงเป็นจุดเริ่มในการทดลองขับเคลื่อนกิจกรรมในปีแรกเมื่อพ.ศ.2547 โดยในเวทีการแสดงบนถนนศรีจันทร์ หรือถนนข้าวเหนียว มีจำนวน 10 เวที เทศบาลนครขอนแก่น ได้มอบหมายให้เครือข่ายองค์กรงดเหล้ารับผิดชอบ 1 เวที

“ปรากฏว่า ในการจัดเวทีการแสดงกิจกรรมสนุกโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่เป็นการรวมตัวของกลุ่มเยาวชนจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ครั้งนั้นอดีตนายกฯพีระพล ลงไปเยี่ยมเวทีได้ปรากฏเป็นข่าวได้เกิดกระแสเรื่องแปลกใหม่” ดร.นิรุทธ์กล่าว

นับจากนั้นเป็นต้นมาแนวคิดเวทีกิจกรรม “ถนนข้าวเหนียว” ก็ได้รับการยอมรับและดำเนินการต่อเนื่องโดย สสส. ยังสนับสนุนงบประมาณชดเชยปีละ1 ล้านและเครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้ทำการเก็บข้อมูลพบว่า การเล่นสงกรานต์ในปีต่อๆมาได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ

“เราเก็บข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2559 พบว่ามีคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปร่วมกิจกรรมถนนข้าวเหนียว เหลือเพียง 5.7 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาการทะเลาะวิวาทหายไปลงอย่างชัดเจนโดย สสส. ได้นำเอาถนนข้าวเหนียวเป็นต้นแบบในการผลักดันเป็นนโยบายสาธารณะเกิดเป็นสงกรานต์ตระกูลข้าวในพื้นที่จังหวัดอื่นอย่างกว้างขวาง” ดร.นิรุทธ์กล่าว

 

กำเนิดคลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์

ส่วนคลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์ดำเนินการครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2552 โดย สสส.ได้ริเริ่มแนวคิดในการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิด “กิมมิค” โดยใช้เครือข่ายเยาวชนจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 200 คนร่วมกับกลุ่มทูบีนัมเบอร์วัน กลุ่มสภานักเรียน รวมประมาณ 500 คนให้ขึ้นเวทีๆละ10 คนในการนำคนลุกนั่งและให้สัญญานเชื่อมโยงเวทีร่วมกันเป็นครั้งแรกแต่ยังไม่ใคร่เป็นระเบียบสวยงามมากนัก

ปีพ.ศ. 2553 ได้มีการพัฒนาขั้นตอนการเชื่อมสัญญานของแต่ละเวทีได้ดีมาก ทำให้เห็นปรากฎเป็นคลื่นมนุษย์ที่สวยงาม และนอกจากนั้นได้มีการสร้างเครื่องมือลักษณะเป็นการสแกนด้วยแสงเลเซอร์ ในการนับจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมคลื่นมนุษย์ โดยการออกแบบของนักศึกษาคณะวิศกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาลัยเขตขอนแก่น (เทคนิคไทยเยอรมัน)

ปี พ.ศ.2554 ได้มีการพัฒนาเครื่องมือในการนับจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับการยอมรับเรื่องมาตรฐานมากยิ่งขึ้น และในปีเดียวกันนั้นก็ได้มีการบันทึกเป็นสถิติโลกครั้งแรกจำนวน  50,208 คน จากนั้นคลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์จึงได้เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง

กลายเป็นนวัตกรรมหลักในการรณรงค์ให้คนร่วมงานประเพณีสงกรานต์โดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ มีจำนวนคนมาร่วมมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงประเพณีสงกรานต์ขอนแก่นจะมีสื่อมวลชนมารวมตัวกันเพื่อตั้งจุดถ่ายทอดสดถนนข้าวเหนียว และกิจกรรมคลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์ได้รับความสนใจอย่างมาก

เสนอถนนข้าวเหนียวเป็นคำขวัญขอนแก่น

ดร.นิรุทธ์ กล่าวว่า ความสำเร็จของถนนข้าวเหนียว และคลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์นั้น เทศบาลนครขอนแก่นโดยเฉพาะนายธีระศักด์ ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันที่ได้รับฉายาว่า“นายกฯอีเวนต์” มีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างความน่าสนใจให้ประเด็นแต่ละปีไม่ซ้ำกัน

“การชูประเด็นรณรงค์ไม่เหมือนกันในแต่ละปี และหาวิธีการให้คนจำนวนมากไม่ดื่ม ไม่ทะเลาะให้เป็นกติกามหาชนในการควบคุมคนมาร่วมกิจกรรม ทำให้คนไม่กล้าทำให้ภาพลักษณ์ขอนแก่นเสียหายช่วยได้เยอะมาก” ดร.นิรุทธ์กล่าว

ดร.นิรุทธ์กล่าวว่า ประเพณีสงกรานต์ และถนนข้าวเหนียว ปี พ.ศ. 2560 ได้ดำเนินการมาครบ 14 ปี และคลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์ได้ดำเนินการมาครบ 9 ปี ตนอยากฝากให้ทุกคนได้ร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้สืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ให้ช่วยกันปฏิบัติตามกติกามหาชน ด้วยการไม่ดื่ม ไม่เมา ไม่ทะเลาะวิวาทในกิจกรรมถนนข้าวเหนียว และอยากเปิดประเด็นท้าทาย เพื่อให้ ถนนข้าวเหนียว ได้ถูกบรรจุเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญจังหวัดขอนแก่นต่อไป

“ ถนนข้าวเหนียวขอนแก่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่หลายจังหวัดไม่สามารถทำได้อย่างเรา จึงอยากให้ร่วมกันอนุรักษ์และรักษาเอาไว้ ส่งต่อไปให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปและอยากเสนอให้อยู่ในคำขวัญของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต” ดร.นิรุทธ์กล่าว

      …………………….

 

Facebook Comments